สิ้นยุคชายครองโลก?

11 ก.ค.

หลังจากเวลาบ่าย 3 โมงเย็นของวันที่ 7 กรกฏาคม 2554 ซึ่งเป็นเวลาเสร็จสิ้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย หลังจากประเทศมีความแตกแยกกันมาอย่างยาวนาน ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ทีวีไทยทุกช่องต่างก็รายงานผล Exit Poll กันว่าพรรคเพื่อไทยชนะขาดลอยถึงกว่า 300 เสียง (แม้ว่าภายหลังจะพบว่าทายผิดก็ตาม) ภาพข่าวทุกช่องก็ตัดกลับไปการถ่ายทอดสดที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศต่างรุมคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย กันจนแทบจะเหยียบกันตาย เพราะนอกจากพรรคของเธอน่าจะได้เป็น สส.ข้างมากค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่ยังทำให้ประเทศไทยมีโอกาสจะได้ผู้หญิงเป็นนายกเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลยว่าในจะได้พบเรื่องราวอย่างนี้ในชีวิตอันใกล้ เพราะเธอเพิ่งโผล่ในเวทีการเมืองได้แค่ 6 สัปดาห์เท่านั้น… แต่มันก็เป็นไปแล้ว!!!

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (2008) มีรายการรายการเรียลิตี้ทีวี ชื่อดังของอเมริกาชื่อ “When Women Rule the World” ( target=”_blank”>http://www.youtube.com/watch?v=Fk2C9uk662g ) โดยมีรูปแบบและกติกาการแข่งขันง่ายๆ คือ ทางรายการได้ส่งผู้หญิงและผู้ชายที่ถูกคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศอย่างละ 12 คน (หรือน้อยกว่า) ไปยังสถานที่ห่างไกลความเจริญ เช่น เกาะในทะเลแคริเบียน โดยมีกติกาว่าผู้ชายจะต้องยอมฟังตามคำสั่งของผู้หญิงในทุกๆ เรื่องของทุกคน โดยพวกสาวๆ จะทำการโหวตผู้ชายที่ ”ไม่ได้เรื่อง” ออกสัปดาห์ละคน โดยคนสุดท้ายที่ยอมเป็นทาสรับใช้พวกสาวๆ ได้อึดที่สุดจะได้รับรางวัลถึง 250,000 ดอลล่าร์ ซึ่งรายการนี้ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปจัดแข่งขันในอีกหลายประเทศในยุโรป เรื่องนี้มันฟังดูน่าตลกและดูห่างไกลจากโลกความเป็นจริงมากใช่ไหมล่ะครับ?

x
คราวนี้ลองมาดูข้อมูลจากโลกความเป็นจริงกันบ้างดีกว่า ซึ่งอาจทำให้เรา “ตาสว่าง” กันมาบ้าง Hanna Rosin สาวมั่น ผู้เป็นทั้งนักเขียน และนักวิชาการด้านสตรีศึกษา ชาวอเมริกัน ได้ทำให้คนทั้งโลกต้องฮือฮาจากการเปิดเผยข้อมูลที่หลายคนต้องอึ้ง เพราะเธอบอกว่า ตอนนี้ เราเริ่มเข้าสู่การ “สิ้นยุคชายครองโลก” (The End of Men) ในการบรรยายายในการประชุม TEDTalk (http://on.ted.com/9QV9) อันลือชื่อเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้เขียนหนังสือชื่อเดียวกันจนฮือฮามาแล้ว

โดยเธอได้รวบรวมจากสถิติต่างๆ ของอเมริกาและทั่วโลกแล้วนำมาเสนอข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ที่ว่าด้วยผู้ชายกับผู้หญิง ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจหลายประเด็นดังนี้

x
1. สำนักงานสถิติแรงงานอเมริกัน แสดงกราฟตำแหน่งงานไปจนถึงปี 2016 พบว่าประเภทงานเกือบทั้งหมดเป็นงานของผู้หญิง

จากตารางแสดงให้เห็นว่ามีเพียงงาน 2 ประเภทในทั้งหมด 15 ประเภทที่ผู้ชายจะยังครองอยู่ในอีก 10 ข้างหน้า คือ ภารโรง และวิศวกรคอมพิวเตอร์ (น่าภูมิใจแทนเพศตัวเองจริงๆ เหอะๆ) ส่วนผู้หญิงเหมางานที่เหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล, ผู้ดูแลเด็ก คนเตรียมอาหาร ซึ่งจริงๆแล้ว งานหลายๆ ประเภทนั้นเป็นงานเดิมที่ผู้หญิงเคยทำที่บ้านโดยไม่ได้ค่าจ้างมานานแล้ว และการตกต่ำของเศรษฐกิจอเมริกา ครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ ถูกผลกระทบอย่างมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการให้บริการ

x
ปัจจุบันสำนักงานสถิติแรงงานอเมริกัน บอกว่าปัจจุบันผู้หญิง ทำงานด้านบริหารและงานวิชาชีพ (professional) 51.4 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 1980 ถึง 26.1 % ในปี 1980 และตอนนี้มีผู้หญิงในงานด้านบัญชีถึง 54 % และผู้หญิงถึงครึ่งหนึ่งในงานด้านธนาคารและการประกันภัย หนึ่งในสามของแพทย์ในอเมริกาเป็นผู้หญิง และ 45% ทำงานด้านกฏหมายและทั้งสองอาชีพนี้มีแนวโน้มที่ผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว


2. สถิติผู้จบการศึกษาระดับวิทยาลัยระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ตั้งแต่ปี 1971-2017 ซึ่งสวนทางกันอย่างน่าตกใจ โดยอัตราจบการศึกษาของผู้หญิงพุ่งไปถึง 60% เทียบกับผู้ชายที่กราฟทิ่มต่ำลงไปเหลือแค่ไม่ถึง 40% ในปี 2017 ตอนนี้ถ้ามีผู้ชายสองคนจบปริญญา ก็จะมีผู้หญิงถึง 3 คนที่จบแบบเดียวกัน

x

3. และผลการที่ผู้หญิงเก่งมากขึ้นนี่เอง ทำให้สถิติอัตราการแต่งงานของคนอายุ 25-34 ปี ต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ทั้งนี้เพราะเธอไม่ยอมเป็นแม่บ้านกันอีกต่อไปแล้ว (และอาจหาผู้ชายที่คู่ควรลำบากขึ้น)

x

4. แนวโน้มทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้ เคยเป็นประเทศที่อยู่ในวัฒนธรรมจีนโบราณ และเหมือนกับประเทศจีน ก็คือ การมีลูกชายสืบสกุลเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนี้ถ้าผู้หญิงคนไหนไม่สามารถมีลูกชายได้ละก็จะถูกทำทารุณและถูกปฏิบัติเหมือนคนใช้ จนถึงขนาดที่พ่อแม่บางคู่ต้องฆ่าลูกผู้หญิงทิ้งทีเดียว แต่สถานการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงทศวรรษที่ 70 และ 80 ที่รัฐบาลเกาหลีเร่งพัฒนาประเทศสู่ยุคอุตสาหกรรม จึงต้องการแรงงานผู้หญิงเป็นจำนวนมาก ผู้หญิงเลยมีโอกาสได้ทำงานในโรงงาน และได้โอกาสพัฒนาความรู้ในวิทยาลัย เพื่อทำงานในสำนักงานและ เป็นกลายนักวิชาชีพไปในที่สุด

x
ในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก (แต่หนี้ก็เยอะที่สุดในโลกเช่นกัน) อย่างอเมริกา ก็มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นเช่นกัน โดยตอนนี้พ่อแม่ชาวอเมริกันกว่า 75% เลือกมีลูกผู้หญิงมากกว่าที่จะเลือกมีลูกชาย เพราะมองไปในอนาคตแล้ว ผู้หญิงน่าจะมีโอกาสที่จะมีอนาคตสดใสได้มากกว่าผู้ชาย

x
ในปี 2006 OECD ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกในการร่วมมือกันพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ได้เก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับผู้หญิงและการพัฒนาเศรษฐกิจใน 162 ประเทศทั่วโลก ได้พบความสัมพันธ์อย่างชัดเจนว่า ถ้าประเทศไหนมีผู้หญิงที่มีอำนาจมากเท่าไหร่ ประเทศนั้นก็จะมีความสำเร็จด้านเศรษฐกิจมากขึั้นเท่านั้น

x
ลองมาดูข้อมูลจากชนบทห่างใกลในประเทศอินเดียบ้าง จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วกว่าผู้ชาย จึงมีโอกาสได้ทำงานด้าน Call Center ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าผู้ชาย ในประเทศจีน ผู้หญิงมากกว่า 40% เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ซึ่งตอนนี้รถเฟอรารีสีแดง ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความสำเร็จของนักธุรกิจหญิงชาวจีนไปแล้ว และเมื่อปีกว่ามานี้ Johanna Sigurdardottir ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่ประกาศตัวว่าเป็นเลสเบี้ยนของประเทศ Iceland ได้ประกาศอย่างชัดแจ้งว่าจะทำสงครามกับพวกผู้ชายที่ทำลายระบบธนาคารของประเทศ และนี่เป็น “ยุคสิ้นสุดของฮอร์โมนเพศชายแล้ว” (end the “age of testosterone”)

x

สำหรับประเทศไทย ผมเชื่อว่าหลังจากบทความนี้ได้เผยแพร่ออกไป ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และผมหวังว่าเธอจะเป็นผู้ที่สามารถนำ “ยิ้มสยาม” และนำความปรองดองกลับมาสู่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราได้อย่างเป็นรูปธรรมเสียที หลังจากที่ปล่อยให้พวก “ผู้ชายกล้ามใหญ่ (แต่สมองเล็ก)” ชกต่อยทะเลาะวิวาทกันมาตั้ง 5-6 ปีแล้ว

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.