“Open Graph” เทคโนโลยี “สแกนกรรม” ฉบับ Facebook : ศึก “เว็บฉลาด” เพิ่งเริ่มต้น

15 ส.ค.

ในงานประชุมใหญ่ “F8” ของ Facebook ที่ซานฟรานซิสโกเมื่อไม่นานมานี้ พ่อหนุ่ม Mark Zukerberg CEO หน้าละอ่อนของ Facebook ได้ประกาศก้องว่า “the most transformative thing we’ve ever done for the Web.” ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ “Open Graph” นั่นเอง แต่เอ..เรายังไม่รู้จักมันเลยนิ งั้นคงต้องใช้คำว่า “นั่นอะไร?”มากกว่า…

ลองนึกว่าเว็บแต่ละเว็บคือ ซึ่งเก็บสิ่งของต่างๆ ไว้ คือจุดแต่ละจุด  และการที่ทำให้จุดแต่ละจุดที่มีความสัมพันธ์กันเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งเวลาเราลากเส้นจุดที่มีความสัมพันธ์กันได้นี้มันก็เลยได้เป็นรูปกราฟขึ้นมา (ในจินตนาการ) นั่นแหละเป็นที่มาของชื่อ “Open Graph” protocol  เพราะมันจะช่วยให้สิ่งของที่อยู่ตามเว็บต่างๆ มีความสัมพันธ์กันได้นั่นเอง  โดยมี “Graph API” ที่จะช่วยในการในนักพัฒนาเขียนเชื่อมต่อ object ต่างๆ เข้าด้วยกัน งงมั๊ยล่ะครับ… ผมก็ยังมึนๆ อยู่เลย ;)

ตอนนี้เวลาคุณเข้าไปในเว็บไซต์ cnn.com เว็บก็จะแสดงข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยมันจะปรับแต่งเนื้อหาให้เข้ากับรสนิยมและความชอบส่วนตัวของคุณได้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้อง sign in เข้าไปก่อนเลย  มันรู้จักว่าคุณเป็นใครตั้งแต่เปิดหน้าเว็บแล้ว   ว๊าว… มัน “สแกนกรรม” เราได้ไงละเนี่ย?

เมื่อคุณอยู่ในเว็บ Facebook คุณได้เชื่อมต่อกับเพื่อนหลากหลาย ได้ like เรื่องของ คน สัตว์ สิ่งของ เรื่องราว ต่างๆ ที่อยู่ในเว็บ Facebook เอง หรือแม้กระทั่งเว็บที่เป็นพันธมิตรกับ Facebook โดยมีปุ่ม like ให้คลิก  ไอ้พวกข้อมูลเหล่านี้แหละ ที่มันเสมือนกรรม ที่เราได้กระทำไว้ เพื่อจะให้เว็บอื่นๆ ได้รู้พฤติกรรมของคุณ เช่น เมื่อคุณ เปิดเว็บไซต์  Yelp.com  (ซึ่งเป็นเว็บ directory  ร้านอาหารและสถานบันเทิงต่างๆ ทั่วอเมริกา) จากหน้า Facebook profile ในบัดนั้นเอง เจ้า Yelp ก็จะทำการสแกนกรรมเราทันที โดยการดูข้อมูลต่างๆ ที่คุณเปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น อาหารที่คุณชอบ วงดนตรีที่คุณชื่นชม  แล้วมันก็จะไปควานหาข้อมูลร้านอาหาร หรือผับที่มีวงดนตรี ถูกกับรสนิยมของคุณ โดยที่ Yelp อาจจะไปดึงข้อมูลเกี่ยวกับเพลงที่คุณชื่นชอบ จากเว็บ Pandora.com  (ที่คุณได้ไป like เพลงที่ชื่นชอบ ไว้ในเว็บ Pandora ) เพื่อมาช่วยในการค้นหาสถานที่ในเว็บของตัวเองเพื่อนำเสนอให้คุณได้ถูกใจมากที่สุด ซึ่ง Open Graph นี้เป็น protocol ที่มาแทนที่ Facebook Connect ที่ใช้เคยใช้เชื่อมต่อเว็บอื่นกับ Facebook มาก่อนหน้านี้

นอกจาก CNN, Yelp, Pandora แล้ว Facebook ได้ทดลอง Open Graph protocol กับเว็บไซต์ชั้นนำอื่นๆ อีกรวม 30 เว็บไซต์ด้วยกัน รวมทั้ง iMDb ที่เป็นเว็บคลังข้อมูลภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ซึ่งเมื่อไรที่คุณเข้าไปค้นข้อมูลหนังที่ชอบ แล้วกด like ในบัดดล icon ของหนังเรื่องนั้นก็มาปรากฏใน profile ของคุณในหมวด Movies ทันทีทันใด  และในบัดเดี๋ยวนั้น เพื่อนคุณใน Facebook ก็เห็นการ like ของคุณในทันที เช่นกัน!!!

Social Plugins

Open Graph จัดได้ว่าเป็น open platform ที่จะทำให้เกิด “เว็บฉลาด” หรือ “Semantics Web” ตัวจริงเสียงจริง นั่นก็เพราะความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกของเน็ต สามารถที่โยงกลับไปที่ user profile ได้ โดยที่มันสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสิ่งของที่ตัวเอง like ได้ ด้วยเบื้องหลังการทำงานดังนี้

1. One Login, One Profile + OAuth 2.0 Protocol

ตั้งแต่ปี 2006 Facebook ได้มี option ให้ผู้ใช้สามารถนำ username และ password login เข้าไปในเว็บที่สามที่สามารถต่อเชื่อมกับ Facebook ได้  แต่ Open Graph ง่ายกว่านั้น โดยการใช้ OAuth2.0 ในการเชื่อมต่อกับ Web Application ซึ่ง OAuth2.0 นี้ทำให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้นแบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะให้ข้อมูลระหว่างเว็บไซต์มีการส่งผ่านกันอย่างอัติโนมัตด้วย protocol นี้ ตัวอย่างเช่นข้อมูลระหว่าง Yelp.com กับ Facebook ดังที่กล่าวมาแล้ว

2. Real Object, real connections

Open Graph protocol มันช่วยให้สิ่งของที่อยู่ในหน้าเว็บเป็นเสมือน “วัตถุ” (object) ที่สามารถ share กันได้บน Facebook ตัวอย่างเช่น เว็บขายกางเกงยีนส์ (ตามรูป) ที่คนสามารถมา like การเกงตัวเจ๋งๆ ที่ชอบและแสดงความเห็นได้ แล้วมันก็จะไปโผล่ในหน้า Facebook โดยอัตโนมัติ  ซึ่งนอกจากกางเกงยีนส์แล้ว มันก็ใช้ได้กับร้านอาหาร หนังโปรด กระเป๋า… เยอะแยะตาแป๊ะแก่

นอกจากปุ่ม like แล้วมันยังมี “Social plugins” อื่นๆ ตามมาอีกที่เป็นประโยชน์ เช่น comments หรือ recommendation, Activity Feed เป็นต้น หรือแม้กระทั่ง “social bar” ที่จะรวมเครื่องมือหลายอย่างไว้ในแถบ (bar) เดียวกัน  ซึ่งคนทำเว็บต้องไปศึกษากันเอาเองว่าจะใส่ไอ้พวก Plugin เหล่านี้กันยังไง

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องพูดถึงกันก็คือว่า ไอ้การทำแบบนี้ Facebook กำลังจะทำตัวเป็น Google แห่งอนาคตหรือเปล่า? ในการแข่งขันเรื่องการ search และการเป็น ”เว็บฉลาด” (Semantics Web หรือ Web3.0) คำตอบคือ “ใช่” อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าปัจจุบัน Google ยังครองเป็นเจ้าแห่ง search engine ที่ครอบตลาดอยู่กว่าค่อน ที่ไม่มีใครบังอาจต่อกรได้แม้กระทั่ง Bing ของ Microsoft มันก็ยังแค่ “จิ๊บๆ”  ไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย  แต่เทคโนโลยี search ของ Google ปัจจุบันนั้น  ใช้หลักการค้นหา keyword ในเว็บไซต์ทั่วโลกแล้วมาจัด index   ต่างกับบทบาทของ Facebook ซึ่งตอนนี้ทำตัวเปรียบเสมือน “คลังข้อมูลส่วนบุคคล” ของพลเมืองโลก (ไม่ใช่เรื่องเล่น เพราะตอนนี้มีสมาชิกแล้ว 500 ล้านคน และจะเพิ่มอีก 3 เท่าในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ !!!)

WEB PERSONAS

ไม่ว่าจะเป็น อายุ เพศ วัย สถานที่อยู่ การศึกษา ที่ทำงาน สิ่งที่คุณสนใจ และเพื่อนคุณคือใคร ดังนั้น สิ่งที่คุณสืบค้นมันจะสื่อสารกับสิ่งที่เรียกว่า “Web Personas” หรือก็คือข้อมูล profile ส่วนตัวของคุณนั่นเอง เพื่อที่ได้จะเสนอสิ่งที่น่าจะใช่สำหรับคุณมากที่สุด   และบวกกับไอ้เจ้าเทคโนโลยี “สแกนกรรม” Open Graph อันน่าเกรงขาม  สองอย่างนี้แหละที่จะเป็นอาวุธอย่างดีที่จะมาต่อกรกับ Google ในศึก “เว็บฉลาด” (Semantics Web) แห่งอนาคตอันใกล้นี้…  มันส์พ่ะย่ะค่ะ!!!

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Open Graph Protocol

http://developers.facebook.com/docs/opengraph

http://opengraphprotocol.org/

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.