ใหญ่คับส้วม
“อนุบาลหมีพูห์ พ่อทุกสถาบัน…” (พร้อมรูปวาดสัญญลักษณ์ตราสถาบัน) “นายหำน้อยอยากเล่นจ้ำจี้กับสาวจุ๋มจิ๋มใหญ่…” (พร้อมรูปวาดประกอบอวัยวะที่ผิดสัดส่วน) นี่เป็นข้อความยอดฮิตบนฝาผนังห้องน้ำสาธารณะในอดีต แต่ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาเมืองไทยมีความไม่สงบทางเมือง ทำให้สังคมไทยมีความเครียดกันสูงมาก เวลาผมเดินทางไปตามต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งในกรุงเทพก็ตาม ผมมีโอกาสได้ใช้บริการห้องน้ำตามปั๊มน้ำมันหลายแห่ง สิ่งที่ได้พบเห็นเป็นประจำก็คือ “จิตรกรรมฝาผนังห้องส้วม” ซึ่งมากมายกว่าตอนก่อนที่จะมีวิกฤติทางการเมืองหลายเท่าตัว สิ่งที่ต่างไปคือเมื่อก่อนก็คือ เมื่อก่อนมีแต่พวกโรค ”จิตหงุดเงี้ยว” ที่ต้องการระบายความอัดอั้นของฮอร์โมนที่กระตุ้นการผสมพันธุ์ หรือไม่ก็การแสดงความยิ่งใหญ่”คับส้วม”ของอัตตาตัวเอง แต่ทว่าช่วงที่ผ่านมามีแต่การเขียนด่าระบายความอัดอั้นทางการเมืองแบบไม่ยั้ง โดยในห้วงเวลาเดียวกันนี้สังคมออนไลน์ Social Media โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Facebook และ Twitter ก็ได้เข้ามามีบทบาทในการแสดงความเห็นและระบายความอัดอั้นทางการเมืองกันอย่างสุดเดชเช่นกัน
Facebook ผนังห้องส้วม
โดยพฤติกรรมที่คล้ายกันนี้เอง ผมจึงขอเปรียบเทียบ “จิตรกรรมผนังห้องส้วม” นั้่นเสมือนดั่ง “Facebook Wall“ เวอร์ชัน ”รากหญ้า” นั่นเอง ต่างกันก็ตรงที่ Wall ของห้องส้วมมันมีถึง 4 ด้าน เลยระบายกันได้เต็มที่ (ถ้าหมึกปากกาเมจิกไม่ระเหยหมดซะก่อน) โดยผู้เขียนสามารถซ่อนตัวตนที่แท้จริงได้ เพราะตอนเขียนไม่มีใครเห็น (ถ้าห้องน้ำแคบๆ อาจนั่งอุจจาระไปเขียนไปก็ได้ สบายใจเฉิบ) ซึ่งแต่ละ post ก็อาจจะมีคู่อริทางความคิดมาเขียนตอบโต้ด้านข้าง หรือด้านล่าง โดยมักจะมีลูกศรทำ “hyper link” ไปหาข้อความต้นฉบับ กันเป็นชั้นๆ เหมือนการ comment ใน Wall post ยังไงยังงั้น นอกจากนี้ผนังห้องส้วมมักจะมีพื้นที่เหลือเฟือ จึงมักมีรูปวาดจิตรกรรมประกอบข้อความ ตามแต่ฝีมือและจินตนาการอันเพริดแพร้วของคนเขียน เหมือนกับเรา upload รูปประกอบการ post ใน wall ยังไงยังงั้น
Twitter ราวสะพาน
และเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปวิ่งจ้อกกิง บนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ สะพานพระราม 4 หรือสะพานปากเกร็ด และ สะพานพระราม 8 ซึ่งก็คือสะพานขึงเฉลิมพระเกียรติ ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง สิ่งที่พบโดยการสังเกตุ เหมือนกันทั้งสองสะพาน (และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาเขียนบทความนี้) ก็คือ ข้อความมากมายที่เขียนอยู่ตามราวสะพานเหล็ก ด้วยปากกาเมจิกแบบ permarnent (ส่วนใหญ่จะสีขาว) ซึ่งเดาได้ว่าเป็นฝีมือของบรรดาขาโจ๋ทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ผิดหวัง คร่ำครวญด้วยความอาลัย หรืออารมณ์พร่ำเพ้อถึงใครบางคน บางทีก็บ่นกะปอดกะแปด เช่น เรื่องนัดพบแล้วไม่มาตามนัด แต่ก็มักมีเรื่องแซวกันและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน อาจจะมีเรื่องท้าตีท้าต่อยบ้างนิดหน่อยตามประสา ซึ่งข้อความส่วนใหญ่จะมีรูปภาพกุ๊กกิ๊ก (glitter) ประกอบ เช่น รูปหัวใจ รูปดอกไม้ ตัวหนังสืออาโนเน๊ะ และคำเขียนที่ผิดหลักภาษาไทยเกือบทั้งหมด ซึ่งถ้าครูภาษาไทยมาเห็น ผมว่าคงเป็นลมสลบคาราวสะพานแหงๆ (ถ้าไม่ตกสะพานร่วงลงน้ำไปซะก่อน)
และด้วยเหตุที่ราวสะพานมันมีพื้นที่จำกัด ก็เลยแทบไม่มีใครเขียนโต้ตอบอะไรกันสักเท่าไหร่ นอกจากแซวกันแล่น จะออกแนวขิกขุอาโนเนะกันซะเป็นส่วนใหญ่ และที่สังเกตุมักจะมีการใส่ชื่อเสียงเรียงนามไว้ด้วย แม้จะเป็นชื่อเล่น หรือฉายา บางทีก็แถมเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วย พร้อมชื่อสถาบันไว้ครบครัน จากพฤติกรรมการเขียนข้อความบนราวสะพานนี้ ผมคิดว่ามันดันบังเอิญไปคล้ายกับ Timeline ของ Twitter เพราะพื้นที่ราวสะพานมีจำกัด เลยเขียนยาวไม่ได้ เหมือนกับ twitter ที่ให้เขียนได้แค่ 140 ตัวอักษรเท่านั้น ซึ่งทำให้คนเดินข้ามสะพาน (ตอนหลังเลือกงานหรือเลิกเรียน) แล้วเดินทอดน่องอ่าน Timeline บนราวสะพานไปเรื่อยๆ ก็เพลิดเพลินเจริญใจดี ขบขันบ้าง ซาบซึ้งบ้าง วันๆ หนึ่งก็คงมีคนอ่านมากโขอยู่ ถ้าใครสนใจจะดามหัวใจใครก็ไป follow ต่อกันตามเบอร์โทรที่เขียนทิ้งไว้กันเอาเอง
สุดท้ายท่านก็คงอาจจะสงสัยเหมือนผมนะครับว่า แล้วทำไมสถานที่ทั้งสองแห่งจึงทำให้การแสดงพฤติกรรมของคนมันต่างกัน ถ้าพูดโดยรวมๆ ก็คือ ห้องน้ำคือแหล่งระบายออกทางอารมณ์ด้านมืด แต่ สะพานคือแหล่งระบายออกด้านความรัก ?!?
สะพานแห่งความเศร้า ห้องส้วมแห่งความซ่าส์
เมื่อค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมก็ทำให้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า สะพานคือแหล่งที่มีคนฆ่าตัวตายมากสุด (ส่วนใหญ่จากความรักเกือบทั้งสิ้น) อันดับหนึ่งคือสะพานสุดยอดโรแมนติกอันดับ 1 ของโลก คือ สะพาน Golden Gate ที่เมือง San Francisco ที่มีสถิติคนฆ่าตัวตายไปแล้วมากกว่า 1,500 คน ตั้งแต่สร้างสะพานมา ในเมืองไทยเองก็ยังมีเรื่อง “ตำนานรักสะพานสารสิน” ที่หนุ่มสาวชวนไปโดดสะพานฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากการกีดกันความรักของผู้ใหญ่ ผมก็วิเคราะห์เอาเองว่า สะพานนั้นมีบรรยากาศโรแมนติก ส่วนใหญ่มีวิวสวยงาม ให้ความรู้สึกเวิ้งว้าง ห่างใกลความวุ่นวาย เหมาะแก่การปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยในความสุข หรือให้จมดิ่งในความผิดหวัง ถ้าจะให้ดีควรจะมีปากกาแมจิกสักด้ามให้ใช้ฟรี คงทำให้คนได้ระบายออกแถวๆ ราวสะพานก่อนที่จะคิดสั้นฆ่าตัวตาย
ส่วนเรื่องเหตุผลว่าทำไมห้องส้วมสาธารณะถึงมักเป็นแหล่งระบายอารมณ์ด้านมืดของคน? คำตอบก็คงอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะว่าห้องส้วมมีชื่อเป็นทางการว่า “ห้องสุขา” หรือสถานที่ปลดทุกข์ (อันน่าเกลียดและน่าขยะแขยง) ซึ่งเป็นสถานที่มิดชิด เหมาะสำหรับการการระบายของเสียจากร่างกาย และของเสียจากอารมณ์ โดยเฉพาะด้านมืดของคนได้อย่างเต็มที่ ขอให้มีปากกาแมจิกดีๆ สักด้ามนึง เมื่อออกมาจากห้องสุขาแล้วก็ “ตัวเบาหัวเบา”
Social Media สายธารแห่งอารมณ์
อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงนึกว่าผมชื่นชมและสนับสนุนการขีดเชียนตามอาคารสถานที่สาธารณะ จริงๆ แล้วเปล่าหรอกครับ เพราะผมเกลียดมากกับคนไม่มีระเบียบและไม่รักษาความสะอาดของที่สาธารณะ ทางที่ดีที่สุดก็คือว่า เดี๋ยวนี้,มีระบบ Social Network ทั้ง Facebook และ Twitter รวมทั้งสื่อสังคมอื่นๆ เช่น Googgle+ ให้คุณได้แสดงระบายความคิดเห็น และคร่ำครวญพรรณาได้เต็มที่ ไม่ต้องไปรกหูรกตาใครในที่สาธารณะซึ่งไปสร้างความลำบากให้กับเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอีกต่างหาก หรือถ้าจะให้ได้อารมณ์ก็ไป post facebook และ tweet ข้อความตอนที่ไปยืนชมวิวบนสะพาน และตอนนั่งอึกันในห้องส้วมสาธารณะกันซะเลย จะได้อารมณ์อย่างที่สุด…








โพสต์โดย Pasakorn COSO 


























