Facebook ห้องส้วม, Twitter ราวสะพาน

สิงหาคม 15, 2011

ใหญ่คับส้วม

“อนุบาลหมีพูห์ พ่อทุกสถาบัน…” (พร้อมรูปวาดสัญญลักษณ์ตราสถาบัน) “นายหำน้อยอยากเล่นจ้ำจี้กับสาวจุ๋มจิ๋มใหญ่…” (พร้อมรูปวาดประกอบอวัยวะที่ผิดสัดส่วน)  นี่เป็นข้อความยอดฮิตบนฝาผนังห้องน้ำสาธารณะในอดีต  แต่ในรอบ 5-6 ปีที่ผ่านมาเมืองไทยมีความไม่สงบทางเมือง ทำให้สังคมไทยมีความเครียดกันสูงมาก  เวลาผมเดินทางไปตามต่างจังหวัด หรือแม้กระทั่งในกรุงเทพก็ตาม  ผมมีโอกาสได้ใช้บริการห้องน้ำตามปั๊มน้ำมันหลายแห่ง  สิ่งที่ได้พบเห็นเป็นประจำก็คือ “จิตรกรรมฝาผนังห้องส้วม” ซึ่งมากมายกว่าตอนก่อนที่จะมีวิกฤติทางการเมืองหลายเท่าตัว  สิ่งที่ต่างไปคือเมื่อก่อนก็คือ เมื่อก่อนมีแต่พวกโรค ”จิตหงุดเงี้ยว” ที่ต้องการระบายความอัดอั้นของฮอร์โมนที่กระตุ้นการผสมพันธุ์ หรือไม่ก็การแสดงความยิ่งใหญ่”คับส้วม”ของอัตตาตัวเอง  แต่ทว่าช่วงที่ผ่านมามีแต่การเขียนด่าระบายความอัดอั้นทางการเมืองแบบไม่ยั้ง  โดยในห้วงเวลาเดียวกันนี้สังคมออนไลน์ Social Media โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Facebook  และ Twitter ก็ได้เข้ามามีบทบาทในการแสดงความเห็นและระบายความอัดอั้นทางการเมืองกันอย่างสุดเดชเช่นกัน

Facebook ผนังห้องส้วม

โดยพฤติกรรมที่คล้ายกันนี้เอง ผมจึงขอเปรียบเทียบ “จิตรกรรมผนังห้องส้วม” นั้่นเสมือนดั่ง “Facebook Wall“  เวอร์ชัน ”รากหญ้า” นั่นเอง  ต่างกันก็ตรงที่ Wall ของห้องส้วมมันมีถึง 4 ด้าน เลยระบายกันได้เต็มที่  (ถ้าหมึกปากกาเมจิกไม่ระเหยหมดซะก่อน) โดยผู้เขียนสามารถซ่อนตัวตนที่แท้จริงได้ เพราะตอนเขียนไม่มีใครเห็น (ถ้าห้องน้ำแคบๆ อาจนั่งอุจจาระไปเขียนไปก็ได้ สบายใจเฉิบ)   ซึ่งแต่ละ post ก็อาจจะมีคู่อริทางความคิดมาเขียนตอบโต้ด้านข้าง หรือด้านล่าง  โดยมักจะมีลูกศรทำ “hyper link” ไปหาข้อความต้นฉบับ กันเป็นชั้นๆ เหมือนการ comment ใน Wall post ยังไงยังงั้น  นอกจากนี้ผนังห้องส้วมมักจะมีพื้นที่เหลือเฟือ จึงมักมีรูปวาดจิตรกรรมประกอบข้อความ ตามแต่ฝีมือและจินตนาการอันเพริดแพร้วของคนเขียน  เหมือนกับเรา upload รูปประกอบการ post ใน wall ยังไงยังงั้น

Twitter ราวสะพาน

และเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสไปวิ่งจ้อกกิง บนสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาขนาดใหญ่ 2 แห่ง คือ สะพานพระราม 4 หรือสะพานปากเกร็ด และ สะพานพระราม 8 ซึ่งก็คือสะพานขึงเฉลิมพระเกียรติ ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง   สิ่งที่พบโดยการสังเกตุ เหมือนกันทั้งสองสะพาน (และเป็นแรงบันดาลใจให้ผมมาเขียนบทความนี้) ก็คือ ข้อความมากมายที่เขียนอยู่ตามราวสะพานเหล็ก  ด้วยปากกาเมจิกแบบ permarnent (ส่วนใหญ่จะสีขาว) ซึ่งเดาได้ว่าเป็นฝีมือของบรรดาขาโจ๋ทั้งหลาย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องรักๆ ใคร่ๆ ผิดหวัง คร่ำครวญด้วยความอาลัย หรืออารมณ์พร่ำเพ้อถึงใครบางคน  บางทีก็บ่นกะปอดกะแปด เช่น เรื่องนัดพบแล้วไม่มาตามนัด แต่ก็มักมีเรื่องแซวกันและเต็มไปด้วยอารมณ์ขัน  อาจจะมีเรื่องท้าตีท้าต่อยบ้างนิดหน่อยตามประสา  ซึ่งข้อความส่วนใหญ่จะมีรูปภาพกุ๊กกิ๊ก (glitter) ประกอบ เช่น รูปหัวใจ รูปดอกไม้ ตัวหนังสืออาโนเน๊ะ และคำเขียนที่ผิดหลักภาษาไทยเกือบทั้งหมด  ซึ่งถ้าครูภาษาไทยมาเห็น ผมว่าคงเป็นลมสลบคาราวสะพานแหงๆ (ถ้าไม่ตกสะพานร่วงลงน้ำไปซะก่อน)

และด้วยเหตุที่ราวสะพานมันมีพื้นที่จำกัด ก็เลยแทบไม่มีใครเขียนโต้ตอบอะไรกันสักเท่าไหร่ นอกจากแซวกันแล่น  จะออกแนวขิกขุอาโนเนะกันซะเป็นส่วนใหญ่   และที่สังเกตุมักจะมีการใส่ชื่อเสียงเรียงนามไว้ด้วย แม้จะเป็นชื่อเล่น หรือฉายา บางทีก็แถมเบอร์โทรศัพท์ไว้ด้วย พร้อมชื่อสถาบันไว้ครบครัน จากพฤติกรรมการเขียนข้อความบนราวสะพานนี้ ผมคิดว่ามันดันบังเอิญไปคล้ายกับ Timeline ของ Twitter   เพราะพื้นที่ราวสะพานมีจำกัด เลยเขียนยาวไม่ได้  เหมือนกับ twitter ที่ให้เขียนได้แค่ 140 ตัวอักษรเท่านั้น  ซึ่งทำให้คนเดินข้ามสะพาน (ตอนหลังเลือกงานหรือเลิกเรียน) แล้วเดินทอดน่องอ่าน Timeline บนราวสะพานไปเรื่อยๆ ก็เพลิดเพลินเจริญใจดี ขบขันบ้าง ซาบซึ้งบ้าง วันๆ หนึ่งก็คงมีคนอ่านมากโขอยู่  ถ้าใครสนใจจะดามหัวใจใครก็ไป follow ต่อกันตามเบอร์โทรที่เขียนทิ้งไว้กันเอาเอง

สุดท้ายท่านก็คงอาจจะสงสัยเหมือนผมนะครับว่า  แล้วทำไมสถานที่ทั้งสองแห่งจึงทำให้การแสดงพฤติกรรมของคนมันต่างกัน  ถ้าพูดโดยรวมๆ ก็คือ  ห้องน้ำคือแหล่งระบายออกทางอารมณ์ด้านมืด  แต่ สะพานคือแหล่งระบายออกด้านความรัก ?!?

สะพานแห่งความเศร้า ห้องส้วมแห่งความซ่าส์

เมื่อค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติมก็ทำให้พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า สะพานคือแหล่งที่มีคนฆ่าตัวตายมากสุด (ส่วนใหญ่จากความรักเกือบทั้งสิ้น)  อันดับหนึ่งคือสะพานสุดยอดโรแมนติกอันดับ 1 ของโลก คือ สะพาน Golden Gate ที่เมือง San Francisco ที่มีสถิติคนฆ่าตัวตายไปแล้วมากกว่า 1,500 คน ตั้งแต่สร้างสะพานมา ในเมืองไทยเองก็ยังมีเรื่อง “ตำนานรักสะพานสารสิน” ที่หนุ่มสาวชวนไปโดดสะพานฆ่าตัวตายเพื่อหนีจากการกีดกันความรักของผู้ใหญ่ ผมก็วิเคราะห์เอาเองว่า สะพานนั้นมีบรรยากาศโรแมนติก  ส่วนใหญ่มีวิวสวยงาม ให้ความรู้สึกเวิ้งว้าง ห่างใกลความวุ่นวาย เหมาะแก่การปล่อยอารมณ์ให้ล่องลอยในความสุข หรือให้จมดิ่งในความผิดหวัง   ถ้าจะให้ดีควรจะมีปากกาแมจิกสักด้ามให้ใช้ฟรี  คงทำให้คนได้ระบายออกแถวๆ ราวสะพานก่อนที่จะคิดสั้นฆ่าตัวตาย

ป้ายเตือนสติ ผู้ที่คิดจะโดดน้ำตายที่สะพาน Golden Gate (แล้วทำไมไม่มีเบอร์โทรให้?!?)

ส่วนเรื่องเหตุผลว่าทำไมห้องส้วมสาธารณะถึงมักเป็นแหล่งระบายอารมณ์ด้านมืดของคน?  คำตอบก็คงอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะว่าห้องส้วมมีชื่อเป็นทางการว่า “ห้องสุขา” หรือสถานที่ปลดทุกข์  (อันน่าเกลียดและน่าขยะแขยง) ซึ่งเป็นสถานที่มิดชิด เหมาะสำหรับการการระบายของเสียจากร่างกาย และของเสียจากอารมณ์ โดยเฉพาะด้านมืดของคนได้อย่างเต็มที่   ขอให้มีปากกาแมจิกดีๆ สักด้ามนึง  เมื่อออกมาจากห้องสุขาแล้วก็ “ตัวเบาหัวเบา”

Social Media สายธารแห่งอารมณ์

อ่านมาถึงตรงนี้หลายท่านคงนึกว่าผมชื่นชมและสนับสนุนการขีดเชียนตามอาคารสถานที่สาธารณะ  จริงๆ แล้วเปล่าหรอกครับ เพราะผมเกลียดมากกับคนไม่มีระเบียบและไม่รักษาความสะอาดของที่สาธารณะ  ทางที่ดีที่สุดก็คือว่า เดี๋ยวนี้,มีระบบ Social Network ทั้ง Facebook และ Twitter รวมทั้งสื่อสังคมอื่นๆ เช่น Googgle+ ให้คุณได้แสดงระบายความคิดเห็น และคร่ำครวญพรรณาได้เต็มที่ ไม่ต้องไปรกหูรกตาใครในที่สาธารณะซึ่งไปสร้างความลำบากให้กับเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดอีกต่างหาก   หรือถ้าจะให้ได้อารมณ์ก็ไป post  facebook และ tweet ข้อความตอนที่ไปยืนชมวิวบนสะพาน และตอนนั่งอึกันในห้องส้วมสาธารณะกันซะเลย จะได้อารมณ์อย่างที่สุด…


สิ้นยุคชายครองโลก?

กรกฎาคม 11, 2011

หลังจากเวลาบ่าย 3 โมงเย็นของวันที่ 7 กรกฏาคม 2554 ซึ่งเป็นเวลาเสร็จสิ้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทย หลังจากประเทศมีความแตกแยกกันมาอย่างยาวนาน ผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง ทีวีไทยทุกช่องต่างก็รายงานผล Exit Poll กันว่าพรรคเพื่อไทยชนะขาดลอยถึงกว่า 300 เสียง (แม้ว่าภายหลังจะพบว่าทายผิดก็ตาม) ภาพข่าวทุกช่องก็ตัดกลับไปการถ่ายทอดสดที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งนักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศต่างรุมคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สส.บัญชีรายชื่ออันดับ 1 ของพรรคเพื่อไทย กันจนแทบจะเหยียบกันตาย เพราะนอกจากพรรคของเธอน่าจะได้เป็น สส.ข้างมากค่อนข้างแน่นอนแล้ว แต่ยังทำให้ประเทศไทยมีโอกาสจะได้ผู้หญิงเป็นนายกเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศอีกด้วย ซึ่งผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลยว่าในจะได้พบเรื่องราวอย่างนี้ในชีวิตอันใกล้ เพราะเธอเพิ่งโผล่ในเวทีการเมืองได้แค่ 6 สัปดาห์เท่านั้น… แต่มันก็เป็นไปแล้ว!!!

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว (2008) มีรายการรายการเรียลิตี้ทีวี ชื่อดังของอเมริกาชื่อ “When Women Rule the World” ( target=”_blank”>http://www.youtube.com/watch?v=Fk2C9uk662g ) โดยมีรูปแบบและกติกาการแข่งขันง่ายๆ คือ ทางรายการได้ส่งผู้หญิงและผู้ชายที่ถูกคัดเลือกจากผู้สมัครทั่วประเทศอย่างละ 12 คน (หรือน้อยกว่า) ไปยังสถานที่ห่างไกลความเจริญ เช่น เกาะในทะเลแคริเบียน โดยมีกติกาว่าผู้ชายจะต้องยอมฟังตามคำสั่งของผู้หญิงในทุกๆ เรื่องของทุกคน โดยพวกสาวๆ จะทำการโหวตผู้ชายที่ ”ไม่ได้เรื่อง” ออกสัปดาห์ละคน โดยคนสุดท้ายที่ยอมเป็นทาสรับใช้พวกสาวๆ ได้อึดที่สุดจะได้รับรางวัลถึง 250,000 ดอลล่าร์ ซึ่งรายการนี้ได้ถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปจัดแข่งขันในอีกหลายประเทศในยุโรป เรื่องนี้มันฟังดูน่าตลกและดูห่างไกลจากโลกความเป็นจริงมากใช่ไหมล่ะครับ?

x
คราวนี้ลองมาดูข้อมูลจากโลกความเป็นจริงกันบ้างดีกว่า ซึ่งอาจทำให้เรา “ตาสว่าง” กันมาบ้าง Hanna Rosin สาวมั่น ผู้เป็นทั้งนักเขียน และนักวิชาการด้านสตรีศึกษา ชาวอเมริกัน ได้ทำให้คนทั้งโลกต้องฮือฮาจากการเปิดเผยข้อมูลที่หลายคนต้องอึ้ง เพราะเธอบอกว่า ตอนนี้ เราเริ่มเข้าสู่การ “สิ้นยุคชายครองโลก” (The End of Men) ในการบรรยายายในการประชุม TEDTalk (http://on.ted.com/9QV9) อันลือชื่อเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งก่อนหน้านี้เธอได้เขียนหนังสือชื่อเดียวกันจนฮือฮามาแล้ว

โดยเธอได้รวบรวมจากสถิติต่างๆ ของอเมริกาและทั่วโลกแล้วนำมาเสนอข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ที่ว่าด้วยผู้ชายกับผู้หญิง ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจหลายประเด็นดังนี้

x
1. สำนักงานสถิติแรงงานอเมริกัน แสดงกราฟตำแหน่งงานไปจนถึงปี 2016 พบว่าประเภทงานเกือบทั้งหมดเป็นงานของผู้หญิง

จากตารางแสดงให้เห็นว่ามีเพียงงาน 2 ประเภทในทั้งหมด 15 ประเภทที่ผู้ชายจะยังครองอยู่ในอีก 10 ข้างหน้า คือ ภารโรง และวิศวกรคอมพิวเตอร์ (น่าภูมิใจแทนเพศตัวเองจริงๆ เหอะๆ) ส่วนผู้หญิงเหมางานที่เหลือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นพยาบาล, ผู้ดูแลเด็ก คนเตรียมอาหาร ซึ่งจริงๆแล้ว งานหลายๆ ประเภทนั้นเป็นงานเดิมที่ผู้หญิงเคยทำที่บ้านโดยไม่ได้ค่าจ้างมานานแล้ว และการตกต่ำของเศรษฐกิจอเมริกา ครั้งใหญ่เมื่อไม่นานมานี้ ถูกผลกระทบอย่างมากเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมการให้บริการ

x
ปัจจุบันสำนักงานสถิติแรงงานอเมริกัน บอกว่าปัจจุบันผู้หญิง ทำงานด้านบริหารและงานวิชาชีพ (professional) 51.4 % ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 1980 ถึง 26.1 % ในปี 1980 และตอนนี้มีผู้หญิงในงานด้านบัญชีถึง 54 % และผู้หญิงถึงครึ่งหนึ่งในงานด้านธนาคารและการประกันภัย หนึ่งในสามของแพทย์ในอเมริกาเป็นผู้หญิง และ 45% ทำงานด้านกฏหมายและทั้งสองอาชีพนี้มีแนวโน้มที่ผู้หญิงเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว


2. สถิติผู้จบการศึกษาระดับวิทยาลัยระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ตั้งแต่ปี 1971-2017 ซึ่งสวนทางกันอย่างน่าตกใจ โดยอัตราจบการศึกษาของผู้หญิงพุ่งไปถึง 60% เทียบกับผู้ชายที่กราฟทิ่มต่ำลงไปเหลือแค่ไม่ถึง 40% ในปี 2017 ตอนนี้ถ้ามีผู้ชายสองคนจบปริญญา ก็จะมีผู้หญิงถึง 3 คนที่จบแบบเดียวกัน

x

3. และผลการที่ผู้หญิงเก่งมากขึ้นนี่เอง ทำให้สถิติอัตราการแต่งงานของคนอายุ 25-34 ปี ต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ทั้งนี้เพราะเธอไม่ยอมเป็นแม่บ้านกันอีกต่อไปแล้ว (และอาจหาผู้ชายที่คู่ควรลำบากขึ้น)

x

4. แนวโน้มทั่วโลกเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด อย่างเช่น ประเทศเกาหลีใต้ เคยเป็นประเทศที่อยู่ในวัฒนธรรมจีนโบราณ และเหมือนกับประเทศจีน ก็คือ การมีลูกชายสืบสกุลเป็นเรื่องสำคัญมาก ดังนี้ถ้าผู้หญิงคนไหนไม่สามารถมีลูกชายได้ละก็จะถูกทำทารุณและถูกปฏิบัติเหมือนคนใช้ จนถึงขนาดที่พ่อแม่บางคู่ต้องฆ่าลูกผู้หญิงทิ้งทีเดียว แต่สถานการณ์ได้เริ่มเปลี่ยนไปในช่วงทศวรรษที่ 70 และ 80 ที่รัฐบาลเกาหลีเร่งพัฒนาประเทศสู่ยุคอุตสาหกรรม จึงต้องการแรงงานผู้หญิงเป็นจำนวนมาก ผู้หญิงเลยมีโอกาสได้ทำงานในโรงงาน และได้โอกาสพัฒนาความรู้ในวิทยาลัย เพื่อทำงานในสำนักงานและ เป็นกลายนักวิชาชีพไปในที่สุด

x
ในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดของโลก (แต่หนี้ก็เยอะที่สุดในโลกเช่นกัน) อย่างอเมริกา ก็มีสิ่งที่น่าสนใจเกิดขึ้นเช่นกัน โดยตอนนี้พ่อแม่ชาวอเมริกันกว่า 75% เลือกมีลูกผู้หญิงมากกว่าที่จะเลือกมีลูกชาย เพราะมองไปในอนาคตแล้ว ผู้หญิงน่าจะมีโอกาสที่จะมีอนาคตสดใสได้มากกว่าผู้ชาย

x
ในปี 2006 OECD ซึ่งเป็นองค์กรระดับโลกในการร่วมมือกันพัฒนาด้านเศรษฐกิจ ได้เก็บรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับผู้หญิงและการพัฒนาเศรษฐกิจใน 162 ประเทศทั่วโลก ได้พบความสัมพันธ์อย่างชัดเจนว่า ถ้าประเทศไหนมีผู้หญิงที่มีอำนาจมากเท่าไหร่ ประเทศนั้นก็จะมีความสำเร็จด้านเศรษฐกิจมากขึั้นเท่านั้น

x
ลองมาดูข้อมูลจากชนบทห่างใกลในประเทศอินเดียบ้าง จากการศึกษาพบว่าผู้หญิงเรียนรู้ภาษาอังกฤษได้เร็วกว่าผู้ชาย จึงมีโอกาสได้ทำงานด้าน Call Center ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ มากกว่าผู้ชาย ในประเทศจีน ผู้หญิงมากกว่า 40% เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัว ซึ่งตอนนี้รถเฟอรารีสีแดง ได้กลายเป็นสัญญลักษณ์แห่งความสำเร็จของนักธุรกิจหญิงชาวจีนไปแล้ว และเมื่อปีกว่ามานี้ Johanna Sigurdardottir ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกที่ประกาศตัวว่าเป็นเลสเบี้ยนของประเทศ Iceland ได้ประกาศอย่างชัดแจ้งว่าจะทำสงครามกับพวกผู้ชายที่ทำลายระบบธนาคารของประเทศ และนี่เป็น “ยุคสิ้นสุดของฮอร์โมนเพศชายแล้ว” (end the “age of testosterone”)

x

สำหรับประเทศไทย ผมเชื่อว่าหลังจากบทความนี้ได้เผยแพร่ออกไป ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คงจะได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และผมหวังว่าเธอจะเป็นผู้ที่สามารถนำ “ยิ้มสยาม” และนำความปรองดองกลับมาสู่ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราได้อย่างเป็นรูปธรรมเสียที หลังจากที่ปล่อยให้พวก “ผู้ชายกล้ามใหญ่ (แต่สมองเล็ก)” ชกต่อยทะเลาะวิวาทกันมาตั้ง 5-6 ปีแล้ว


ดวลหนังสดออนไลน์… น้ำหมากกระจายเต็มจอ (ตอนที่ 1)

สิงหาคม 22, 2010

ท่านที่เคยดูหนัง “The Deer Hunter หนังที่ออกฉายเมื่อปี  1978 ที่นำแสดงโดยดาราดังอย่าง Robert De Niro และ Meryl Streep ที่ทั้งสองได้รางวัลออสการ์ดารานำชายยอดเยี่ยม และดาราประกอบหญิงยอดเยี่ยม รวมทั้งรางวัลผู้กับยอดเยี่ยมของ Michael Cimino และรางวัลอื่นๆ รวม 5 รางวัล (ได้รับเสนอชื่อทั้งหมด 9 รางัล)  ในหนังได้เล่าเรื่องเพื่อนๆ และคู่รัก หนุ่มสาวโรงงานบ้าน ได้ถูกเกณฑ์ไปรบที่เวียดนาม (ฉากเวียดนามมาถ่ายในเมืองไทย) จนถูกเวียดกงจับตัวได้เป็นเชลย แล้วบังคับให้เล่นเกม “Russian Roulette” กับเพื่อนกันเอง เมื่อรอดตายกลับมาบ้านชีวิตก็เปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม…  เกมนี้เล่นโดยเอาลูกกระสุน 1 นัด ใส่ปืนลูกโม่ แล้วปั่นลูกโม่ เสร็จแล้วจ่อยิงหัวตัวเอง โดยมีคนล้อมวงโต๊ะกลมตั้งแต่ 2-8 คน ซึ่งโอกาสทุกคนมี 1/6 ตามช่องกระสุนของปืนลูกโม่ แต่ถ้ามีการยิงไปเรื่อยๆ โดยไม่ปั่นลูกโม่ใหม่ โอกาสกระสุนจะลั่นก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ สำหรับคนต่อไป (ถ้าคนก่อนหน้าไม่โดนไปซะก่อน) โดยโอกาสจะโดนยิงมี 1/5, 1/4, 1/3, 1/2 และคนสุดท้ายก็ 100% เต็ม!!! ซึ่งถ้าคนไหนโชคดีไม่โดนกระสุนก็ได้ตังค์ไป ถ้าถึงคราวซวยก็เดดซะมอเร่ ไป   การที่ได้ชื่อว่า “Russian Roulette” ก็เพราะมีการกล่าวอ้างว่าเกมนี้มีต้นกำเนิดมาจากรัสเซีย ซึ่งก็ไม่มีหลักฐานยืนยันชัดเจน นอกจากมันถูกอ้างในหนังสือ “The Hero of Our Time” (1840) ที่เขียนโดย Mikhail Lermontov ชาวรัสเซีย  กาลเวลาผ่านพ้นไป 32 ปีจากหนังเรื่องนี้ออกฉาย ทำให้มีคนไปเลียนแบบจนมีการยิงกบาลตัวเองตายไปหลายรายแล้ว ทั้งยิงเพื่อการพนัน  ยิงเพือแสดงความเจ๋งให้เพื่อนดู ยิงเพื่อประชดชีวิต หรือยิงเพื่อประชดสาวก็ตาม…

จวบจนถึงปัจจุบันที่โลกออนไลน์เป็นวัฒนธรรมที่แทรกซึมไปถึงห้องนอนของแต่ละบ้านของชุมชุมชาวโลก   จนเกิดวัฒนธรรมการ “chat” หรือ คุยกับคนที่เราไม่เคยรู้จักมักจี่  ต่างเผ่าพันธ์ ต่างเพศวัย แม้ว่าจะอยู่คนละมุมโลกก็ตาม ซึ่งถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติการสื่อสารครั้งใหญ่ในมนุษยชาติก็ว่าได้ โดยเฉพาะตอนนี้ที่ระบบ social network เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อสื่อสารกันทุกรูปแบบ ทำให้การมีเพื่อนใหม่ของคุณ เพียงแค่การ คลิกเมาส์ แค่ 2-3 คลิกเท่านั้นเอง!!!

ท่านอาจเริ่มสงสัยแล้วไอ้เรื่อง Chat เนี่ยมันสัมพันธ์กับ Russian Roulette ยังไง?  นี่ละครับผมกำลังเข้าประเด็น ตอนนี้มีเว็บไซต์หนึ่งที่คิดค้นและเขียนโดยเด็กหนุ่ม (อีกแล้ว) ชาวรัสเซีย ชื่อ Andrey Ternovskiy มีอายุแค่ 17 ปีขณะเป็นนักเรียนมัธยมใน Moscow อยู่เลย  โดยเขาได้แรงบันดาลใจจากการเล่น  VDO Chat ของ Skype กับเพื่อนๆ และจากการที่เค้าได้ดูหนังเรื่อง The Deer Hunter ที่ผมเล่าให้ฟังมาตอนต้น  จึงปิ๊งไอเดียจนเขียนโปรแกรม Chatroulette ขึ้นมาโดยเวอร์ชั่นแรกใช้เวลาแค่ 2 วัน 2 คืนเท่านั้น!!!

Chatroulette เปิดตัวครั้งแรกเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายนปี 2009 ก็มีคนเข้ามาใช้บริการ 500 คนต่อวัน แต่หนึ่งเดือนหลังจากนั้น ก็มีคนเข้ามาถึง 50,000 คนต่อวัน  พอเริ่มดังก็เลยได้ลงบทความในหนังสือพิมพ์ และแมกกาซีนชั้นนำอย่าง  The New York Times และ New York magazine และจากสถิติล่าสุด ต้นปี 2010 นี้เองมีคนเข้าเว็บไซต์ 35,000 คนพร้อมๆ กัน  และมีคนใช้งานราว 1.5 ล้านคนต่อเดือน โดย 33% มาจากอเมริกา และ 5% มาจากเยอรมัน  มันมีดีอะไร ใช้งานอย่างไร มันถึงเป็นที่ฮือฮาขนาดนั้น  แต่ผมก็แปลกใจที่คนไทยยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและพูดถึงที่ไหนเลยเท่าที่ผมรู้   โปรดติดตามต่อไปแล้วท่านจะได้พบกับความตื่นเต้นของการ “ดวลหนังสดออนไลน์ จนน้ำหมากกระจายเต็มจอ”  ว่ามันเป็นยังไง…


“Open Graph” เทคโนโลยี “สแกนกรรม” ฉบับ Facebook : ศึก “เว็บฉลาด” เพิ่งเริ่มต้น

สิงหาคม 15, 2010

ในงานประชุมใหญ่ “F8” ของ Facebook ที่ซานฟรานซิสโกเมื่อไม่นานมานี้ พ่อหนุ่ม Mark Zukerberg CEO หน้าละอ่อนของ Facebook ได้ประกาศก้องว่า “the most transformative thing we’ve ever done for the Web.” ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ “Open Graph” นั่นเอง แต่เอ..เรายังไม่รู้จักมันเลยนิ งั้นคงต้องใช้คำว่า “นั่นอะไร?”มากกว่า…

ลองนึกว่าเว็บแต่ละเว็บคือ ซึ่งเก็บสิ่งของต่างๆ ไว้ คือจุดแต่ละจุด  และการที่ทำให้จุดแต่ละจุดที่มีความสัมพันธ์กันเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งเวลาเราลากเส้นจุดที่มีความสัมพันธ์กันได้นี้มันก็เลยได้เป็นรูปกราฟขึ้นมา (ในจินตนาการ) นั่นแหละเป็นที่มาของชื่อ “Open Graph” protocol  เพราะมันจะช่วยให้สิ่งของที่อยู่ตามเว็บต่างๆ มีความสัมพันธ์กันได้นั่นเอง  โดยมี “Graph API” ที่จะช่วยในการในนักพัฒนาเขียนเชื่อมต่อ object ต่างๆ เข้าด้วยกัน งงมั๊ยล่ะครับ… ผมก็ยังมึนๆ อยู่เลย ;)

ตอนนี้เวลาคุณเข้าไปในเว็บไซต์ cnn.com เว็บก็จะแสดงข้อมูลข่าวสารต่างๆ โดยมันจะปรับแต่งเนื้อหาให้เข้ากับรสนิยมและความชอบส่วนตัวของคุณได้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้อง sign in เข้าไปก่อนเลย  มันรู้จักว่าคุณเป็นใครตั้งแต่เปิดหน้าเว็บแล้ว   ว๊าว… มัน “สแกนกรรม” เราได้ไงละเนี่ย?

เมื่อคุณอยู่ในเว็บ Facebook คุณได้เชื่อมต่อกับเพื่อนหลากหลาย ได้ like เรื่องของ คน สัตว์ สิ่งของ เรื่องราว ต่างๆ ที่อยู่ในเว็บ Facebook เอง หรือแม้กระทั่งเว็บที่เป็นพันธมิตรกับ Facebook โดยมีปุ่ม like ให้คลิก  ไอ้พวกข้อมูลเหล่านี้แหละ ที่มันเสมือนกรรม ที่เราได้กระทำไว้ เพื่อจะให้เว็บอื่นๆ ได้รู้พฤติกรรมของคุณ เช่น เมื่อคุณ เปิดเว็บไซต์  Yelp.com  (ซึ่งเป็นเว็บ directory  ร้านอาหารและสถานบันเทิงต่างๆ ทั่วอเมริกา) จากหน้า Facebook profile ในบัดนั้นเอง เจ้า Yelp ก็จะทำการสแกนกรรมเราทันที โดยการดูข้อมูลต่างๆ ที่คุณเปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น อาหารที่คุณชอบ วงดนตรีที่คุณชื่นชม  แล้วมันก็จะไปควานหาข้อมูลร้านอาหาร หรือผับที่มีวงดนตรี ถูกกับรสนิยมของคุณ โดยที่ Yelp อาจจะไปดึงข้อมูลเกี่ยวกับเพลงที่คุณชื่นชอบ จากเว็บ Pandora.com  (ที่คุณได้ไป like เพลงที่ชื่นชอบ ไว้ในเว็บ Pandora ) เพื่อมาช่วยในการค้นหาสถานที่ในเว็บของตัวเองเพื่อนำเสนอให้คุณได้ถูกใจมากที่สุด ซึ่ง Open Graph นี้เป็น protocol ที่มาแทนที่ Facebook Connect ที่ใช้เคยใช้เชื่อมต่อเว็บอื่นกับ Facebook มาก่อนหน้านี้

นอกจาก CNN, Yelp, Pandora แล้ว Facebook ได้ทดลอง Open Graph protocol กับเว็บไซต์ชั้นนำอื่นๆ อีกรวม 30 เว็บไซต์ด้วยกัน รวมทั้ง iMDb ที่เป็นเว็บคลังข้อมูลภาพยนตร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย ซึ่งเมื่อไรที่คุณเข้าไปค้นข้อมูลหนังที่ชอบ แล้วกด like ในบัดดล icon ของหนังเรื่องนั้นก็มาปรากฏใน profile ของคุณในหมวด Movies ทันทีทันใด  และในบัดเดี๋ยวนั้น เพื่อนคุณใน Facebook ก็เห็นการ like ของคุณในทันที เช่นกัน!!!

Social Plugins

Open Graph จัดได้ว่าเป็น open platform ที่จะทำให้เกิด “เว็บฉลาด” หรือ “Semantics Web” ตัวจริงเสียงจริง นั่นก็เพราะความสัมพันธ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในโลกของเน็ต สามารถที่โยงกลับไปที่ user profile ได้ โดยที่มันสามารถเชื่อมโยงผู้คนเข้ากับสิ่งของที่ตัวเอง like ได้ ด้วยเบื้องหลังการทำงานดังนี้

1. One Login, One Profile + OAuth 2.0 Protocol

ตั้งแต่ปี 2006 Facebook ได้มี option ให้ผู้ใช้สามารถนำ username และ password login เข้าไปในเว็บที่สามที่สามารถต่อเชื่อมกับ Facebook ได้  แต่ Open Graph ง่ายกว่านั้น โดยการใช้ OAuth2.0 ในการเชื่อมต่อกับ Web Application ซึ่ง OAuth2.0 นี้ทำให้การเชื่อมต่อง่ายขึ้นแบบไร้รอยต่อ ซึ่งจะให้ข้อมูลระหว่างเว็บไซต์มีการส่งผ่านกันอย่างอัติโนมัตด้วย protocol นี้ ตัวอย่างเช่นข้อมูลระหว่าง Yelp.com กับ Facebook ดังที่กล่าวมาแล้ว

2. Real Object, real connections

Open Graph protocol มันช่วยให้สิ่งของที่อยู่ในหน้าเว็บเป็นเสมือน “วัตถุ” (object) ที่สามารถ share กันได้บน Facebook ตัวอย่างเช่น เว็บขายกางเกงยีนส์ (ตามรูป) ที่คนสามารถมา like การเกงตัวเจ๋งๆ ที่ชอบและแสดงความเห็นได้ แล้วมันก็จะไปโผล่ในหน้า Facebook โดยอัตโนมัติ  ซึ่งนอกจากกางเกงยีนส์แล้ว มันก็ใช้ได้กับร้านอาหาร หนังโปรด กระเป๋า… เยอะแยะตาแป๊ะแก่

นอกจากปุ่ม like แล้วมันยังมี “Social plugins” อื่นๆ ตามมาอีกที่เป็นประโยชน์ เช่น comments หรือ recommendation, Activity Feed เป็นต้น หรือแม้กระทั่ง “social bar” ที่จะรวมเครื่องมือหลายอย่างไว้ในแถบ (bar) เดียวกัน  ซึ่งคนทำเว็บต้องไปศึกษากันเอาเองว่าจะใส่ไอ้พวก Plugin เหล่านี้กันยังไง

ประเด็นสุดท้ายที่ต้องพูดถึงกันก็คือว่า ไอ้การทำแบบนี้ Facebook กำลังจะทำตัวเป็น Google แห่งอนาคตหรือเปล่า? ในการแข่งขันเรื่องการ search และการเป็น ”เว็บฉลาด” (Semantics Web หรือ Web3.0) คำตอบคือ “ใช่” อย่างแน่นอน ซึ่งปัจจุบันแม้ว่าปัจจุบัน Google ยังครองเป็นเจ้าแห่ง search engine ที่ครอบตลาดอยู่กว่าค่อน ที่ไม่มีใครบังอาจต่อกรได้แม้กระทั่ง Bing ของ Microsoft มันก็ยังแค่ “จิ๊บๆ”  ไม่ระคายผิวแม้แต่น้อย  แต่เทคโนโลยี search ของ Google ปัจจุบันนั้น  ใช้หลักการค้นหา keyword ในเว็บไซต์ทั่วโลกแล้วมาจัด index   ต่างกับบทบาทของ Facebook ซึ่งตอนนี้ทำตัวเปรียบเสมือน “คลังข้อมูลส่วนบุคคล” ของพลเมืองโลก (ไม่ใช่เรื่องเล่น เพราะตอนนี้มีสมาชิกแล้ว 500 ล้านคน และจะเพิ่มอีก 3 เท่าในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ !!!)

WEB PERSONAS

ไม่ว่าจะเป็น อายุ เพศ วัย สถานที่อยู่ การศึกษา ที่ทำงาน สิ่งที่คุณสนใจ และเพื่อนคุณคือใคร ดังนั้น สิ่งที่คุณสืบค้นมันจะสื่อสารกับสิ่งที่เรียกว่า “Web Personas” หรือก็คือข้อมูล profile ส่วนตัวของคุณนั่นเอง เพื่อที่ได้จะเสนอสิ่งที่น่าจะใช่สำหรับคุณมากที่สุด   และบวกกับไอ้เจ้าเทคโนโลยี “สแกนกรรม” Open Graph อันน่าเกรงขาม  สองอย่างนี้แหละที่จะเป็นอาวุธอย่างดีที่จะมาต่อกรกับ Google ในศึก “เว็บฉลาด” (Semantics Web) แห่งอนาคตอันใกล้นี้…  มันส์พ่ะย่ะค่ะ!!!

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Open Graph Protocol

http://developers.facebook.com/docs/opengraph

http://opengraphprotocol.org/


เล่ห์เหลี่ยมอันชั่วร้าย…หรือความปราถนาดีของ facebook?

สิงหาคม 11, 2010

facebook ถือเป็นเว็บ social ที่เติบโตรวดเร็วมากทั้งในประเทศไทยเนื่องจากเหตุการณ์การเมืองที่ผ่านมา และท้งทั่วโลกด้วย ซึ่งยอดผู้ใช้เพิ่งผ่านหลัก 500 ล้านไปไม่กี่วันมานี้  และเมื่อวันหยุดที่ผ่านมาผมมีเวลาว่างๆ เลยเข้ามาตรวจสอบ/แก้ไข profile ตัวเอง และลอง set ค่าต่างๆ ดู ปรากฏว่ามีบางอย่างที่เราเข้าใจผิด หรือตกหลุมพรางของ fb ไปบางเรื่องมาตั้งนาน  และที่ร้ายกว่านั้นได้เห็นการปรับ interface ของการติดตั้ง profile มันแปลกตาไป ซึ่งตอนแรกก็งงๆ ว่ามันมาได้ไงว่ะ เราไม่เคยป้อนค่าพวกนี้ และข้อมูลบางอย่างที่เคยป้อนก็หายไป  ต้องทำการสืบสวนและทดลองเล่นอยู่ตั้งใหญ่ จึงค้นพบสิ่งที่ผมตั้งเป็นคำถามในหัวเรื่องนี้ ว่าสิ่งนี้มันเป็น เล่ห์เหลี่ยมอันชั่วร้าย หรือมันเป็น ความปรารถนาดีของ facebook กันแน่??

โดยในส่วน Interests, Music, Book, Movies มันแม่งๆ ว่ามันได้แยกคำที่เราเคยป้อนไว้ เป็น object ชิ้นๆ ในพื้นและกรอบสีฟ้า (ตามรูป) ซึ่งบางอันก็ไม่เคยป้อนไว้ แต่มันโมเมไปยกเอาที่เราเคย like ไว้ มาแปะเพิ่ม เช่น เพลง และรายการทีวี พอ click มันก็จะแสดงรูปกรอบสี่เหลี่ยมเล็กๆ ด้านข้างขวา  และเมื่อคลิกที่รูปด้านขวา มันก็จะวิ่งไป page นั้นก็จะเห็นว่ามีคน like สิ่งนั้นเหมือนเรากี่คนใครบ้าง เช่น page ของหนัง “The Godfather” เป็นต้น ซึ่งมันทำให้ผมไปเจอเพื่อนเก่าที่เป็น”fan”ของหนังเรื่องนี้ แม้กระทั่งเพลง “Mor Lum” ยังมีฝรั่ง like ตั้งหลายคนแน่ะ

ซึ่งถือว่ามันได้ช่วยนำพาไปเจอกลุ่มคนที่ชอบเรื่องนั้นๆ เหมือนกับเรา ได้สารพัดกลุ่ม…  แต่พฤติกรรมที่ผมคิดว่า facebook ทำแสบและผมถือเป็นเล่ห์เหลี่ยมชั่วร้าย ก็คือว่า ตอนที่เราสร้าง profile ครั้งล่าสุดนั้น เราป้อนแค่ชื่อหนังบางเรื่อง แล้วเขียนพร่ำพรรณา “My favourite movie” ซะอย่างดี แต่ fb ลบทิ้งไปเฉยเลยโดยไม่บอกกล่าวสักคำ หนำซ้ำยังไปเรารายการที่เราไป like ที่หล้ง มาใส่เพิ่มหน้าตาเฉย  และที่เจ็บกว่านั้น คือว่าถ้าท่านแก้ไข “Home town”  ในหน้า profile แล้วใส่ชื่อตำบล อำเภอ หรือสถานที่ที่ fb ไม่ได้มีให้เลือกใน database เช่น “หนองหมาว้อ” มันจะไม่ยอมให้เรา save ดื้อๆ ซะงั้น!!!    ซึ่งต้องป้อนในระดับจังหวัดเท่านั้น   ไอ้พถติกรรมทั้งนี้ก็เพราะว่า fb ต้องการจัดกลุ่มตัวเราเองให้เข้าประเภท (categorize) ได้ทุกอย่าง  ไม่ว่าจะเป็นบ้านเกิด  หนังที่ชอบ เพลงที่ชอบ ไม่ว่าจะป้อนข้อมูลไว้เดิม หรือเพิ่ง like ใหม่ก็ตาม   มันเปรียบว่าเราในฐานะสมาชิกของ fb  โดน fb จับ “Tag” เต็มไปทั้งตัวอีกหน่อย facebook ก็จะมี “ข้อมูลเชิงลึกมาก(deep insight)” ของลูกค้าที่มีอยู่ทั่วโลก   อีคราวนี้โลกทั้งโลกก็ตกอยู่ในกำมือของพ่อ Mark เจ้าของ facebook ไปเรียบร้อยแล้ว  แต่ไม่เกี่ยวกับ”มาร์ค”แถวๆ ทำเนียบ ที่ให้ลูกน้องเล่น fb แทน ;)


“The Mesh” มารวยด้วย”โครงข่ายแห่งการแบ่งปัน” กันเถอะ!!!

สิงหาคม 7, 2010

“โครงข่ายอ้จฉริยะแห่งการแบ่งปัน” เป็นคำที่ผมแปลและให้ความคิดรวบยอดจากคำว่า “The Mesh” ซึ่งเป็นแนวคิดการทำธุรกิจแนวใหม่ ที่คิดและเขียนมาเป็นหนังสือชื่อเดียวกันโดย Lisa Gansky สาวแกร่งแนวหน้าแห่งวงการ Net Application โดยเธอได้พูดไว้ว่า  ”The Mesh เป็นรูปโฉมใหม่ของการที่องค์กรธุรกิจ จะบุกตลาด โดยจะต้องดูว่าเราจะเป็น partner กับใคร และจะเชิญ(invite) ใครให้มาร่วมวงบาง รวมทั้งการสรรค์สร้าง (engange) ลูกค้าใหม่ๆ  และถ้าคุณใช้หลักการของ The Mesh แล้วคุณจะพบว่าธุรกิจของคุณจะสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกค้าได้อย่างไร ในโลกที่การเข้าถึง (access) มันมีชัยเหนือ ความเป็นเจ้าของ(ownership)”

ในโลกธุรกิจเดิมๆ นั้น ก็ทำตามๆ กันไป เหมือนคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ => เริ่มสร้างสินค้าและบริการ, พยายามที่ขายมันให้มากและเร็วที่สุด  แล้วก็ตามเก็บสตางค์   แต่ในโลกอันบูดๆ เบี้ยวๆ และร้อนขึ้นทุกวันนี้ มันได้เปลี่ยนแปลงไปมากมายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา เพราะตอนนี้ลูกค้ามีทางเลือกมากมาย มีเครื่องมือเยอะแยะ ข้อมูลล้นทะลัก  และยังมีพลังการแนะนำของคนรู้จัก (peer-to-peer power) ที่เหนือกว่าการโฆษณษใดๆ มันกำลังจะครอบครองโลกของการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ไปแล้ว

หลักการง่ายๆ ของธุรกิจที่เป็น “The Mesh” ก็คือ “ต้องสร้างและแบ่งปันสินค้าและบริการ ในเวลาที่คนๆ นั้นต้องการแบบเป๊ะๆ (exact moment)” โดยใช้ social media, wireless networks, และข้อมูลที่ถูกคัดกรองแล้วจากหลากหลายแหล่งเท่าที่จะเป็นไปได้  โดยไม่ต้องเกิดต้นทุนในการที่จะต้องได้มาในทันทีทันใด  ซึ่ง Gansky ได้เปิดเผยในหนังสือถึงวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยทำสิ่งเหล่านี้ให้สำเร็จ ให้เกิดการสร้าง brand ที่หน้าเชื่อถือ และมีการสนับสนุนจากเครือข่ายสังคมที่แน่นแฟ้น ทำให้ลูกค้าของคุณจ่ายน้อยลงแต่ใช้มากขึ้นและมากขึ้น!!!

ตัวอย่างธุรกิจที่ประสบผลสำเร็จดโดยโมเดลของ The Mesh อย่างเช่น

Zipcar ซึ่งใช้เทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะทำให้คุณได้รถขับในเวลาและสถานที่ที่คุณต้องการ ในชั่วโมงใดๆ ไม่ต้องเช่าเป็นวันๆ และไม่ต้องไปคืนที่ต้นทาง แค่เอาไปจอดทิ้งไว้ ณ จุดจอดที่ใกล้ที่สุดเท่านั้นเอง คนอื่นก็สามารถเช่าไปขับได้ต่ออย่างมีประสิทธิภาพในการจัดสรรทรัพยากรอย่างที่สุด

thredUP ทำธุรกิจแลกเสื้อผ้าเด็กทางเมล์ หลังจากหนึ่งปีผ่านไปตั้งแต่เริ่มธุรกิจ ตอนนี้สมาชิกถึง 10,000 และมีการแลกเสื้อผ้ากันถึง 14,000 ชิ้นต่อเดือน

Groupon ได้ทำการรวบรวมข้อมูลการ ลดราคาประจำวันจากร้านค้าต่างๆ ในพื้นที่เมืองต่างๆ โดยจะส่งข้อมูลเหล่านี้ให้สมาชิกซึ่งมีอยู่ 5 ล้านคนแล้ว!!! หลังจากแค่ 16 เดือนจากจัดตั้งตอนนี้มีนักลุงทุน(venture capital)ให้ทุนไปแล้ว 170 ล้านดอลล่าร์ My Gosh…

ท่านคงพอมองเห็นภาพการทำธุรกิจแบบ The Mesh กันบ้างนะครับ  ตอนนี้คนไทยเริ่มใช้ online กันมากขึ้นๆ ตอนนี้สัก 25% ของประชากรแล้ว  เดี๋ยวพอ 3G มาเต็มรูปแบบละคุณเอ๋ย  ใครคิดธุรกิจ The Mesh ได้ก่อน รวยเละแน่ๆ…  ขอตัวไปคิดก่อนนะคร๊าบ


เมื่อก่อน”มือซ้ายป้ายขี้”แต่สมัยนี้ “มือขวาก็คว้าขี้ เหมือนกัน(ละวะ)”

สิงหาคม 4, 2010

เมื่อสมัยผมเด็กๆ จะเจอคนถนัดซ้ายน้อยมากๆ และไอ้คนนั้นก็เกือบจะเป็น “คนประหลาด” เลยทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้มีคนถนัดซ้ายถึง 1 ใน 10 และเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งในสมัยโบราณการถนัดซ้ายถือเป็นเรื่องบาปเลยทีเดียว ขนาดศัพท์คำว่า “sinister” ที่แปลว่า “ชั่วร้ายนั้น” มาจากภาษาละตินที่แปลว่า “ซ้าย” แต่คำว่า “right” ที่แปลว่า “ถูกต้อง” เป็นศัพท์เดียวกับที่แปลว่า “ขวา”   แต่จากสถิติ คนถนัดซ้ายมักเป็นคนที่มีพลังงานความคิดสร้างสรรค์มากกว่าปรกติ ท่านจะตกใจว่าคนเก่งๆ ดังๆ ระดับโลกนับไม่ถ้วนถนัดซ้าย  ไม่ว่าจะเป็น นักวิทยาศาสตร์ อย่าง… ไอน์สไตน์, เบนจามิน แฟรงคลิน, นิวตัน… นักรบอย่าง… นโปเลียน, จูเลียส ซีซาร์, อเล็กซานเดอร์มหาราช, คอลิน เพาเวลล์, นอร์แมน ซวาสคอร์ฟ ศิลปินอย่าง… ไมเคิล แองเจโล, ปีกัสโซ่, ลีโอนาโด ดาวินซี  นักดนตรีอย่าง… บีโธเพ่น, จิมมี่ เฮนดริกซ์, พอล แมคคาร์ทนีย์  นักเทนนิส อย่าง… จอห์น แมคเอ็นโร, จิมมี่ คอนเนอร์, มาร์ตินา นาฟราดิโลว่า ประธานาธิบดีอเมริกา อย่าง… เจอรัล ฟอร์ด, จอร์จ บุช, บิล คลินตัน แม้กระทั่งฆาตกรชื่อดัง อย่าง บิลลี่ เดอะคิด, แจ็ค เดอะริปเปอร์ ฆาตกรถลกหนังหัวกลางกรุงลอนดอน ในอดีต!!!

ปัจจุบันนี้ คนมองเรื่องการถนัดซ้ายเป็นเรื่องธรรมด๊า ธรรมดา  เพราะคนถนัดซ้ายเพิ่มขึ้นมากมาย  จากสถิติ คู่แฝดจะถนัดซ้ายมากกว่าคนปรกติ  คนเป็นเกย์ มีแนวโน้มถนัดซ้ายกว่าชายจริง หญิงแท้ถึง 39%  และเด็กถนัดซ้ายมักเกิดจากแม่ที่อายุเกิน 40 ขึ้นไป มีโอกาสถนัดซ้ายมากกว่าแม่ที่อยู่ในช่วงอายุ 20 ถึง 128%  (และตอนนี้มีคุณแม่อายุเกิน 40 เพิ่มกว่ายุคปี 80 ถึง 5 เท่าตัว) ซึ่งเรื่องเหล่านี้อธิบายได้จากเรื่องการได้รับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนมากกว่าปรกติ และความเครียดของแม่ตอนตั้งท้อง ที่ทำให้ลูกมีโอกาสถนัดซ้ายมากกว่า

จากเรื่องการ “ถนัดซ้าย” ที่เพิ่มขึ้นนี้  สามารถยืนยันการเปลี่ยนแปลงของคำล้อที่ว่า “มือซ้ายป้ายขึ้” มาเป็น “มือขวาก็คว้าขึ้ เหมือนกัน(ละวะ)” ที่ผมจั่วหัวไว้เป็นอย่างดี   แต่นอกจากนี้แล้วความรู้นี้  ควรจุดประกายให้ท่านนำไปคิดค้นสินค้าและบริการที่สนองคนถนัดซ้าย หรือสนองได้ทั้งคนถนัดซ้ายและขวาก็จะถือว่า อ่านแล้วไม่ไร้สาระครับ ;)


หมู่บ้านชาวโลก (ที่แตกต่าง…)

สิงหาคม 2, 2010

ถ้าโลกนี้เป็น “หมู่บ้านชาวโลก” ที่ีมีคน 100 คนแทนคนทั้งโลก  และเมื่อผมทำการสำรวจสำมะโนประชากรเชิงลึก แล้วจะได้ข้อมูล พิลึกกึกกือ แทบไม่น่าเชื่อว่าในหมู่บ้านเดียวกันมันจะแตกต่างกันเพียงนี้!!!

ชาวเอเซีย 57 คน ชาวยุโรป 21 คน ชาวอเมริกัน 14 คน ชาวแอฟริกัน 8 คน / หญิง 52 ชาย 48 คน / พวกรักคนต่างเพศ 89 รักร่วมเพศ 11 คน / ชาวคอเคเซียน 30 คน และผิวสีอื่น 70 คน / สินทรัพย์เงินทองร้อยละ 59 ของหมู่บ้าน ตกอยู่ในมือของคน 6 คน (ทั้งหมดอยู่ในอเมริกา) / 80 คนจ๊นจน  70 อ่านหนังสือไม่ออก 50 คนไม่มีอะไรจะกิน  และมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีเครื่องคอมพิวเตอร์ของตัวเอง !!!   มีคนจบมหาง’ลัย 1 คน อีกคนกำลังจะลาโลก แต่มีอีกคนกำลังจะลืมตาดูโลก…


Online Dating VS. “ศาลาคนเศร้า” Dating

สิงหาคม 1, 2010
เมื่อตอนหัวค่ำ แวะเข้าร้านเซเว่น แถวบ้าน แว๊บเข้าไปมุมหนังสือ  หลังจากดูหน้าปก FHM (เพราะเค้าไม่ให้แกะดูข้างใน) แล้วก็เหลือบไปเห็นหนังสือ “ศาลาคนเศร้า” ของสำนักพิมพ์ IS Songhits สุด classic เล่มขนาดการ์ตูนขายหัวเราะวางอยู่ด้านล่าง   เลยรู้สึกเหมือน”เจาะเวลาหาอดีต”  ไม่นึกไม่ฝันว่ามันจะมีชีวิตยืนยาวมาจนถึงปัจจุบัน เพราะตั้งแต่ผมอ่านออกเขียนได้คล่องก็เห็นหนังสือ”ศาลาคนเศร้า” แล้ว ซึ่งอายุหนังสือน่าจะแก่พอๆ กับผมหรือแก่กว่าแน่นอน 30 ปีขึ้นไป (เท่าไหร่ไม่บอก) เลยลองๆ พลิกดูข้างในว่ามีอะไร  ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่คนทางบ้านส่งมาระบายความเศร้า ความผิดหวัง ซึ่งเกือบจะทั้งหมดเกี่ยวกับความรัก  ผมลองอ่านผ่านๆ เรื่องหนึ่งก็ประมาณว่า สาวเทียมซึ่งแฟนเป็นพลทหาร รักกันมากมาย แต่สุดท้ายมีสาวแท้มาแย่งชิงไป   มีการลงชื่อจริง ที่อยู่จริงของผู้ส่งด้วยแหละครับ
เมื่อเปิดไปตอนกลางๆ เล่ม ก็เจอแบบฟอร์มสมัครสมาชิก เพื่อเข้าชมรม หาคู่ หาเพื่อน ซึ่งมีการเก็บ profile ละเอียดมากๆ ไม่น้อยกว่าระบบ online dating ในปัจจุบันเลย ดูจะละเอียดกว่าด้วยซ้ำ  แล้วก็มีการลงรูปและรายละเอียดของคนที่ประกาศหาเพื่อน/หาแฟน ลงกันจะๆ เลย ดูแล้ว…   Oh my god!!! ยังมีคนรุ่นใหม่ๆ ที่ยังใช้สื่อโบราณในการหาคู่และ Dating กันอยู่อีกหรือนี่?  แต่ก็อดอมยิ้มไม่ได้ นึกถึงคอลัมน์หาคู่ ของ “ลุงหนวด” ใน”ไทยรัฐ” สมัยก่อนโน้น… ที่ต้องมีการใช้นามแฝงและปิดตากัน เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว

ลองเทียบดูกับ สารพัดเว็บไซต์ online dating ที่เฟื่องฟูสุดขีดในปัจจุบัน จนกระทั่งมีเว็บไซต์ http://www.onlinedatingmagazine.com มาแนะนำเว็บ และเทคนิคการใช้บริการเว็บเหล่านี้ให้ประสบผลสำเร็จ  ผมไม่อยากจะบอกว่าผมเคยใช้บริการเว็บพวกนี้มา และสำเร็จด้วย… :) แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะต้องใช้บริการใหม่ซะแล้ว  เฮ้อ!!  แต่คราวนี้ลอง “ศาลาคนเศร้า Dating” มั่งดีกว่าเผื่อจะเนื้อคู่ตัวจริง อิๆ…

http://www.youtube.com/watch?v=vzRwzz-S6ps&feature=player_embedded


แนวโน้มใหม่สาวใหญ่กินเด็ก(หนุ่ม)

กรกฎาคม 28, 2010

จริงๆ แล้วเด็กหนุ่มบางคนก็ชอบให้สาวใหญ่กินเหมือนกัน  อิอิ…  ศัพท์ “คูการ์ส” (Cougars) ซึ่งหมายเสือที่ชอบงาบเด็ก ในความหมายของ วาเลรี่ กิ๊บสัน นักเขียนคอลัมน์เรื่องเซ็กส์ หมายถึงหญิงสาวน้อยหรือใหญ่ที่ชอบคบผู้ชายที่อายุน้อยกว่าตัวเอง  โดยคำนี้เริ่มขึ้นที่เมืองแวนคูเวอร์ แคนาดา ที่สาวหย่าย ชอบเข้าบาร์แล้วตอนขากลับจะมีหนุ่มๆ ติดไม้ติดมือไปด้วย… ว๊าว…

ป้จจัย 2 ประการที่ทำให้สาวคูการ์เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็คือการที่การหย่าร้างสูงขึ้นและการที่ผู้หญิงมีชีวิตที่ยาวนานขึ้น การที่ผู้หญิงประสบผลสำเร็จในหน้าที่การงาน หมายถึงผู้หญิงต้องการผู้ชายที่ก้าวหน้าน้อยกว่า เพื่อวันหนึ่งเธอต้องการให้เขาย้ายงานตามเธอไป  ในอเมริกา ปี 1997 มีคู่สมรสที่ผู้หญิงอายุมากกว่าฝ่ายชาย 10 ปีขึ้นไปไม่ถึงครึ่งล้านคน แต่พอมาถึงปี 2003 มีถึง 3 ล้านคู่!!!

อีกเรื่องหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้… ชีวิตเซ็กส์ของผู้หญิงช่วงอายุ 40-50 นั้น ถือเป็นกิจกรรมสันทนาการชั้นดี… โอ๊ววว หาใช่การทำเพื่อปั๊มลูกไม่…   ส่วนพวกหนุ่มๆ ก็ชอบความช่ำชองของสาวใหญ่ และยิ่งดีถ้ารู้ว่าสาวๆ พวกนี้ไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ที่แท้จริง…  Yes!!!    ข้อมูลจาก Match.com  ผู้ชายสนใจสาวที่แก่กว่าตัวเอง 5 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นถึง 44% และออกเดทกว่าตัวเอง 10 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว

ความเครียดเลยตกไปที่สาวโสดทั้งหลาย เพราะไหนต้องไปแย่งผู้ชายกับเกย์ และต้องมาคอยระวังจะโดนสาวรุ่นแม่แอบคว้าหนุ่มกล้ามใหญ่ไปนอนคลำกล้ามเล่นอีกด้วย  เฮ้อ…


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.